สควอทบาร์เบลพาดหลัง

เรียกอีกอย่างว่า Barbell Squat, แบ็กสควอท

สควอทบาร์เบลพาดหลังคืออะไร

สควอทบาร์เบลพาดหลังเป็นท่าย่อตัวด้วยขาทั้งสองข้าง โดยวางบาร์เบลบนกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ฝึกกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า โดยเฉพาะ vastus ทั้ง 3 มัด รวมถึงกล้ามเนื้อก้นใหญ่และกล้ามเนื้อหุบขา กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังช่วยเหยียดสะโพกระหว่างยืนขึ้น แต่ท่านี้ไม่ใช่ท่าหลักสำหรับสร้างกล้ามเนื้อมัดนั้น

ภาพกายวิภาค 2 ภาพบนพื้นขาว แสดงผู้ชายคนเดียวกันทำสควอทบาร์เบลพาดหลัง ภาพซ้ายมองจากด้านหน้า เขายืนตรงโดยมีบาร์เบลถ่วงน้ำหนักพาดหลังส่วนบนและจับบาร์กว้าง มุมนี้ไม่เห็นว่าบาร์อยู่สูงหรือต่ำบนหลัง ต้นขาด้านหน้าและแนวหน้าแข้งบางส่วนเป็นสีแดง ภาพขวามองจากด้านข้างค่อนไปทางหลัง ขณะย่อลึกจนสะโพกอยู่ระดับเข่าหรือต่ำกว่า เท้าวางราบและปลายเท้าหันออกเล็กน้อย สีแดงอยู่ที่ต้นขาด้านหน้าและด้านในจนใกล้ขาหนีบ เห็นก้นแต่ไม่ได้ระบายสีแดง และต้นขาด้านหลังไม่ถูกระบายสีในทั้งสองภาพ

สควอทบาร์เบลพาดหลังทำอย่างไร

เตรียมท่า

  1. ปรับบาร์ให้อยู่ราวระดับกลางอก และตั้งคานนิรภัยต่ำกว่าจุดย่อตัวลึกสุดเล็กน้อย ใส่แผ่นน้ำหนักสองข้างให้เท่ากันและล็อกแผ่นให้แน่น
  2. ลอดใต้บาร์ วางบาร์บนกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ไม่วางบนคอ จับบาร์ในระยะที่ดึงให้แนบหลังได้มั่นคง
  3. ยืนขึ้นเพื่อยกบาร์ออกจากตะขอ ถอยหลัง 1–2 ก้าว แล้ววางเท้ากว้างระหว่างระดับสะโพกกับไหล่โดยหันปลายเท้าออกตามธรรมชาติ

วิธีทำ

  1. หายใจเข้า กลั้นลมหายใจและเกร็งลำตัวก่อนเริ่มย่อตัว
  2. งอสะโพกและเข่าพร้อมกัน ย่อตัวลงระหว่างเท้า รักษาแนวเข่าไปตามปลายเท้าและให้บาร์อยู่เหนือกลางเท้า
  3. ลดตัวอย่างควบคุมจนสะโพกอยู่ระดับเดียวกับเข่าหรือต่ำกว่า หยุดก่อนที่หลังส่วนล่างจะงอ
  4. ดันพื้นเพื่อยืนขึ้น จากนั้นหายใจและตั้งตัวใหม่ เมื่อจบเซต เดินบาร์เข้าหาเสาทั้งสอง ตรวจว่าบาร์อยู่เหนือตะขอทั้งคู่แล้วค่อยวางลง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข่าบิดเข้าหากันขณะยืนขึ้น

    เข่าเคลื่อนไปข้างหน้าเลยปลายเท้าได้ตามปกติ การห้ามเข่าเลยปลายเท้าลดแรงบิดที่เข่า แต่เพิ่มแรงบิดที่สะโพกมาก จึงเป็นการย้ายแรง ไม่ใช่มาตรการความปลอดภัยโดยตัวมันเอง ส่วนเข่าบิดเข้าด้านในคือเข่าหลุดจากแนวเท้าขณะรับน้ำหนัก มักเกิดเมื่อใช้หนักเกินกว่าสะโพกจะควบคุมได้

  • คลายการเกร็งลำตัวที่จุดต่ำสุด

    การกลั้นลมหายใจช่วยให้ลำตัวนิ่ง หากปล่อยลมที่จุดต่ำสุด มักเสียตำแหน่งหลัง และการเคลื่อนไหวจะไม่ใช่สควอทในรูปแบบที่ตั้งใจฝึก

  • ถอยออกจากแร็คไกลเกินไป

    ถอย 2 ก้าวแล้วขยับอีกก้าวเพื่อจัดเท้าก็เพียงพอ เดินไกลกว่านั้นคือแบกน้ำหนักโดยไม่ช่วยให้เซตดีขึ้น และอาจเหนื่อยก่อนเริ่มครั้งแรก

  • นับสควอทเป็นการฝึกต้นขาด้านหลัง

    กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังทำงานในสควอท แต่จากหลักฐานที่มี กล้ามเนื้อมัดนี้โตน้อยหรือไม่โต หากต้องการฝึกต้นขาด้านหลัง ให้เพิ่มท่าพับสะโพกหรือ Leg Curl ดูงานวิจัย ↓

วางไว้ตรงไหนในการฝึก

วางไว้ต้นช่วงฝึกขา ก่อนท่าเครื่องและท่า Isolation ขณะที่ยังสดพอจะรักษาท่าเมื่อมีน้ำหนักบนหลัง

จากบันทึกใน RepCount ผู้ใช้ทำสควอทมากกว่า 4 เซตต่อครั้ง มากกว่าท่าขาแบบใช้เครื่องซึ่งอยู่ใกล้ 3 เซต จึงมักเป็นท่าหลักในช่วงฝึกที่เน้นท่านี้ หากต้องการฝึกต้นขาด้านหลัง ให้เพิ่ม Leg Curl หรือท่าพับสะโพก แทนการคิดว่าสควอทฝึกครบแล้ว

กล้ามเนื้อที่ใช้

ด้านหน้า
ด้านหน้า — ภาพแสดงตำแหน่งโดยประมาณ บางกล้ามเนื้ออาจเห็นเพียงบางส่วนหรือไม่ปรากฏ
ด้านหลัง
ด้านหลัง — ภาพแสดงตำแหน่งโดยประมาณ บางกล้ามเนื้ออาจเห็นเพียงบางส่วนหรือไม่ปรากฏ

หลัก

รอง

ภาพแสดงตำแหน่งโดยประมาณ บางกล้ามเนื้ออาจเห็นเพียงบางส่วนหรือไม่ปรากฏ

จัดกลุ่มตามกล้ามเนื้อที่งานวิจัยวัด ไม่ได้เรียงลำดับว่ามัดใดทำงานมากกว่า งาน MRI เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของแต่ละมัดกับค่าก่อนฝึก ไม่ได้เปรียบเทียบกล้ามเนื้อต่างมัดกัน

กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังอยู่ในกลุ่มรองเพราะทำงานระหว่างท่าแต่ไม่โตในงานวิจัยที่วัดปริมาตร ส่วน rectus femoris ยังสรุปไม่ได้ งานหนึ่งไม่พบการเติบโต แต่อีกงานพบ งานทั้งสองไม่ได้วัดกล้ามเนื้อเหยียดลำตัวหรือน่อง จึงไม่อาจสรุปผลต่อกล้ามเนื้อเหล่านั้น

คนเล่นเวทฝึกกันอย่างไร

ผู้ใช้ RepCount ที่ฝึกสม่ำเสมอประมาณ 2 ใน 3 เคยบันทึกสควอทบาร์เบลพาดหลัง ท่านี้ปรากฏในเกือบ 1 ใน 10 ของการฝึก เมื่อทำสควอท ผู้ใช้ทำเฉลี่ยมากกว่า 4 เซต เทียบกับ Leg Extension, Leg Curl และ Leg Press ที่ใกล้ 3 เซต ช่วงฝึกเหล่านี้มีเฉลี่ย 6.2 ท่า ท่าที่พบร่วมกันบ่อยคือ Leg Extension ในมากกว่า 4 ใน 10 ช่วงฝึก Leg Curl ราว 3 ใน 10 ตามด้วย Calf Raise และ Leg Press อย่างละประมาณ 1 ใน 4 ท่าฟรีเวทเดียวที่ติดอันดับต้นคือ Straight-leg Deadlift ในประมาณ 1 ใน 9 ช่วงฝึก

65.3%
ของคนเล่นเวทประจำเคยบันทึกท่านี้
4.36
เซตต่อการฝึกโดยเฉลี่ย
6.2
ท่าในการฝึกเหล่านั้น

มักฝึกคู่กับ

สัดส่วนการฝึกที่มี สควอทบาร์เบลพาดหลัง และมีแต่ละท่านี้ด้วย

  • Leg Extension42.2%
  • Leg Curl30.9%
  • Standing Calf Raise25.3%
  • Leg Press23%
  • Straight-leg Deadlift10.8%

ตัวเลขมาจากการฝึกที่บันทึกใน RepCount

หลักฐานวิจัยบอกอะไร

งานฝึก 2 ชิ้นที่ใช้ MRI วัดว่าการสควอททำให้กล้ามเนื้อมัดใดโตขึ้น ทั้งคู่ถูกอ่านฉบับเต็มเพื่อเขียนหน้านี้ คำถามหลักคือกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังได้รับการฝึกมากเพียงใด และกล้ามเนื้อหุบขาควรอยู่ในรายชื่อกล้ามเนื้อที่ใช้หรือไม่

Kubo, Ikebukuro และ Yata (2019) ให้ชายหนุ่มที่ไม่เคยฝึก 17 คนสควอท 10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง กลุ่มสควอทเต็มระยะมี 8 คน กลุ่มครึ่งระยะมี 9 คน และวัดปริมาตรกล้ามเนื้อทั้งมัดด้วย MRI ก่อนและหลังฝึก กล้ามเนื้อเหยียดเข่าเพิ่ม 4.9% ในกลุ่มเต็มระยะและ 4.6% ในกลุ่มครึ่งระยะ ทั้งคู่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ต่างกันระหว่างกลุ่ม (p = 0.812) กล้ามเนื้อหุบขาเพิ่ม 6.2% เทียบกับ 2.7% และกล้ามเนื้อก้นใหญ่เพิ่ม 6.7% เทียบกับ 2.2% โดยกลุ่มเต็มระยะเพิ่มมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.026 และ p = 0.008) กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังไม่เปลี่ยน ตารางที่ 3 แสดงว่าทั้ง biceps femoris หัวสั้นและหัวยาว, semitendinosus และ semimembranosus แทบไม่เปลี่ยนในทั้งสองกลุ่ม ค่า p อยู่ระหว่าง 0.129–0.911 ส่วน rectus femoris ก็ไม่เปลี่ยน

ผลนี้ไม่ได้แปลว่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังไม่ทำงาน 3 ใน 4 มัดพาดผ่านทั้งสะโพกและเข่า จึงช่วยเหยียดสะโพกและงอเข่า ระหว่างสควอทกล้ามเนื้อเหล่านี้ช่วยเหยียดสะโพกขณะเข่ากำลังเหยียด ข้อยกเว้นคือ biceps femoris หัวสั้นที่พาดผ่านเฉพาะเข่า ผู้วิจัยอ้างงานก่อนหน้าเพื่ออธิบายว่าความยาวของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังเปลี่ยนน้อยระหว่างสควอท จึงหดตัวใกล้เคียงแบบคงความยาว นั่นคือทำงานแต่ไม่ได้รับสิ่งกระตุ้นให้โตมาก

งานชิ้นที่ 2 ทำให้ภาพซับซ้อนขึ้น Bloomquist และคณะ (2013) ให้ชาย 17 คนที่เรียนวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งคัดออกผู้ที่สควอทเป็นประจำหรือเล่นกีฬาความแข็งแรง แต่ไม่ได้ระบุว่าทุกคนไม่เคยฝึก ฝึก 12 สัปดาห์ เปรียบเทียบสควอทลึกที่เข่างอ 0–120 องศากับสควอทตื้นที่ 0–60 องศา และวัดหน้าตัดด้วย MRI ที่ 9 ตำแหน่งตามแนวต้นขา กลุ่มสควอทลึกมีพื้นที่ต้นขาด้านหน้าเพิ่มทุกตำแหน่ง ส่วนกลุ่มตื้นเพิ่มใน 2 ตำแหน่งที่ใกล้สะโพกที่สุด ต้นขาด้านหลังเพิ่มที่ 1 ตำแหน่งเฉพาะกลุ่มลึก และไม่เพิ่มในกลุ่มตื้น บทอภิปรายของ Kubo สรุปว่างานนี้ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของต้นขาด้านหลัง ซึ่งไม่ตรงกับรายงานจริง จึงไม่ควรกล่าวว่างาน 2 ชิ้นเห็นตรงกันว่าไม่โตเลย งานที่วัดปริมาตรทั้งมัดไม่พบการเปลี่ยนแปลง แต่งานที่วัดเป็นส่วนพบการเพิ่มขึ้น 1 ใน 9 ตำแหน่ง หากมีการโต ก็น่าจะน้อยและจำกัดเฉพาะจุด นี่เป็นการตีความของเรา ไม่ใช่ข้อสรุปของผู้วิจัยทั้งสองชิ้น

ผลเรื่องความลึกไม่ได้ขัดกันมากอย่างที่เห็น และไม่หักล้างคำแนะนำให้สควอทอย่างน้อยถึงระดับขนานพื้น กลุ่มตื้นของ Kubo งอเข่า 90 องศา ใกล้ระดับขนานพื้น เมื่อลึกกว่านั้น กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่กล้ามเนื้อหุบขาและก้นใหญ่โตมากขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนกลุ่มตื้นของ Bloomquist งอเข่าเพียง 60 องศา ซึ่งสูงกว่าระดับขนานมาก เมื่อเทียบกับระดับนั้น กลุ่มสควอทลึกมีต้นขาด้านหน้าโตมากกว่า Kubo เองชี้ว่างานก่อนหน้าใช้กลุ่มตื้นเพียง 50–60 องศา เทียบกับ 90 องศาของตน และยังวัดกล้ามเนื้อกับตำแหน่งหน้าตัดน้อยกว่า เมื่อผ่านระดับขนานแล้ว ความลึกที่เพิ่มขึ้นในงานเหล่านี้ให้ผลที่สะโพกมากกว่าเข่า

ตัวเลข 2 คู่บนหน้านี้ชวนให้เปรียบเทียบทั้งที่ไม่มีใครทดสอบ งานทั้งสองวัดกล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มเทียบกับค่าก่อนฝึกของตัวเองและเทียบกับกลุ่มฝึกอีกกลุ่ม ไม่ได้ทดสอบว่ากล้ามเนื้อหุบขาโตมากกว่าต้นขาด้านหน้าหรือไม่ ดังนั้น 6.2% ที่มากกว่า 4.9% จึงไม่ใช่ข้อค้นพบว่ากล้ามเนื้อหุบขาโตมากกว่า

ผลต่อ rectus femoris ยังไม่มีคำตอบ Kubo ไม่พบการเปลี่ยนแปลง แต่ Kojic และคณะ (2022) ให้ผู้เรียนมหาวิทยาลัยที่ไม่เคยฝึก 18 คน ในจำนวนนี้เป็นหญิง 9 คน สควอทบาร์เบลพาดหลังถึงระดับขนานพื้น 7 สัปดาห์ แล้ววัดด้วยอัลตราซาวนด์ พบว่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าทั้ง 4 มัดโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึง rectus femoris และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง 4 มัด วิธีวัดและกลุ่มคนต่างกัน ผลจึงสวนทางกัน ประเด็นนี้ยังเปิดอยู่

ข้อจำกัดสำคัญคือ งานฝึกทั้ง 2 ชิ้นมีเพียง 17 คน ใช้ชายหนุ่มที่ไม่ได้สควอทเป็นประจำ และติดตามเพียง 10–12 สัปดาห์ เฉพาะกลุ่มของ Kubo เท่านั้นที่ไม่เคยฝึก ส่วน Bloomquist คัดออกคนที่สควอทประจำหรือเล่นกีฬาความแข็งแรง ไม่ได้คัดทุกคนที่เคยฝึก Kubo ให้ยืนกว้างประมาณหัวไหล่ แต่ไม่ได้ควบคุมมุมปลายเท้า ผลจึงอธิบายท่ายืนแบบทั่วไป ไม่ใช่ทุกวิธีสควอท และงานทั้งสองไม่ได้วัดกล้ามเนื้อเหยียดลำตัวหรือน่อง จึงสรุปผลต่อกล้ามเนื้อเหล่านั้นไม่ได้

ท่าที่แตกต่าง

  • Smith Machine Squatย่อตัวในแนวบาร์ที่เครื่องกำหนด ไม่ต้องรักษาสมดุลบาร์เอง จึงตั้งท่าให้เหมือนเดิมระหว่างเซตได้ง่ายขึ้น
  • Box Squatย่อตัวลงแตะกล่อง เพื่อให้ทุกครั้งหยุดที่ความลึกเดียวกัน
  • สควอทแบบวางบาร์ต่ำวางบาร์ต่ำลงบนหลังและเอนลำตัวไปข้างหน้ามากขึ้น เป็นตำแหน่งวางบาร์ที่ต่างกัน ไม่ใช่ท่าฝึกคนละท่า
  • Pause Squatหยุดค้างที่จุดต่ำสุดก่อนยืนขึ้น เพื่อตัดแรงเด้งจากจุดล่าง

คำถามที่พบบ่อย

สควอทบาร์เบลพาดหลังฝึกกล้ามเนื้ออะไร

กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า โดยเฉพาะ vastus 3 มัด รวมถึงกล้ามเนื้อก้นใหญ่และกลุ่มกล้ามเนื้อหุบขา งาน MRI ที่วัดปริมาตรทั้ง 4 กลุ่มพบว่ากล้ามเนื้อเหยียดเข่า กล้ามเนื้อหุบขาและก้นใหญ่เพิ่มขึ้นหลังฝึก 10 สัปดาห์ แต่ต้นขาด้านหลังไม่เปลี่ยนในทั้งสองกลุ่ม งานนั้นไม่ได้วัดกล้ามเนื้อเหยียดลำตัวหรือน่อง หน้านี้จึงไม่สรุปผลต่อกล้ามเนื้อเหล่านั้น

สควอทฝึกต้นขาด้านหลังหรือไม่

กล้ามเนื้อมัดนี้ทำงานแต่หลักฐานที่มีไม่แสดงว่ามันโตมาก 3 ใน 4 มัดพาดผ่านสะโพกและเข่า จึงช่วยเหยียดสะโพกตอนยืนขึ้นจากสควอท แต่งาน MRI 10 สัปดาห์พบว่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังทั้ง 4 มัดไม่เปลี่ยนในกลุ่มสควอทเต็มและครึ่งระยะ อีกงานวัดหน้าตัด 9 ตำแหน่งพบว่าเพิ่ม 1 ตำแหน่งเฉพาะกลุ่มสควอทลึก หากต้องการฝึกต้นขาด้านหลัง ควรเพิ่มท่าเฉพาะ แทนการนับสควอทเป็นท่านั้น

สควอทฝึกกล้ามเนื้อหุบขาหรือไม่

ฝึก กล้ามเนื้อหุบขาเพิ่ม 6.2% หลังสควอทเต็มระยะ 10 สัปดาห์ เทียบกับ 2.7% ในกลุ่มครึ่งระยะ และความต่างระหว่างกลุ่มมีนัยสำคัญ กล้ามเนื้อ adductor magnus ส่วนที่คล้าย hamstring พาดจากปุ่มกระดูกนั่งไปกระดูกต้นขา จึงช่วยเหยียดต้นขา ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงดึงขาเข้าด้านใน แต่ภาพ MRI แยก adductor magnus จาก adductor longus และ brevis ไม่ได้ ผลการโตจึงเป็นของกลุ่มกล้ามเนื้อ ไม่ใช่กล้ามเนื้อใดมัดหนึ่ง

สควอทลึกขึ้นสร้างกล้ามเนื้อมากขึ้นหรือไม่

ขึ้นกับว่าลึกกว่าอะไรและถามถึงกล้ามเนื้อมัดใด เมื่อเทียบกับสควอทที่ลึกใกล้ระดับขนานพื้น การลงลึกกว่านั้นไม่ได้เพิ่มปริมาตรต้นขาด้านหน้า แต่กล้ามเนื้อหุบขาและก้นใหญ่โตมากกว่า เมื่อเทียบกับสควอทตื้นกว่ามากที่เข่างอเพียง 60 องศา การลงลึกทำให้ต้นขาด้านหน้าโตมากขึ้นด้วย หลักฐานนี้ไม่ขัดกับการย่อตัวจนสะโพกถึงระดับเข่าเป็นอย่างน้อย ความลึกที่เพิ่มจากจุดนั้นดูจะให้ประโยชน์กับกล้ามเนื้อสะโพกมากกว่าต้นขาด้านหน้า

สควอททำให้กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าทั้ง 4 มัดโตหรือไม่

vastus 3 มัดโตสม่ำเสมอ แต่ผลต่อ rectus femoris ยังไม่แน่นอน งานหนึ่งใช้ MRI วัดปริมาตรหลังฝึก 10 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของมัดนี้ไม่ว่าจะสควอทลึกเท่าใด อีกงานใช้อัลตราซาวนด์วัดพื้นที่หน้าตัดหลังสควอทถึงระดับขนาน 7 สัปดาห์ พบว่ามัดนี้โตด้วย และไม่ต่างจากอีก 3 มัดอย่างมีนัยสำคัญ วิธีวัดและผู้เข้าร่วมต่างกัน ผลสวนทางกัน จึงยังเลือกคำตอบเดียวไม่ได้

ควรวางบาร์สูงหรือต่ำบนหลัง

เลือกตามความถนัด หลักฐานที่อ่านเพื่อหน้านี้ไม่ได้เปรียบเทียบตำแหน่งบาร์ วางบาร์สูงทำให้ลำตัวตั้งตรงกว่า วางต่ำทำให้เอนตัวไปข้างหน้ามากกว่า ทั้งคู่เป็นสควอทบาร์เบลพาดหลังที่ใช้กันทั่วไป ความกว้างของเท้าและมุมปลายเท้าก็เลือกได้เช่นกัน ภาพประกอบมองจากด้านหน้า จึงบอกไม่ได้ว่าบาร์วางสูงหรือต่ำ และท่ายืนในภาพไม่ใช่คำแนะนำว่าต้องยืนแบบนั้น

คนเล่นเวทจัดสควอทไว้ในตารางฝึกอย่างไร

จากการฝึกที่บันทึกใน RepCount เมื่อมีสควอท ผู้ใช้ทำมากกว่า 4 เซตเล็กน้อย มากกว่าท่าขาที่ใช้เครื่องซึ่งใกล้ 3 เซต ท่าที่พบร่วมกันส่วนใหญ่เป็นท่าเครื่อง เช่น Leg Extension ในมากกว่า 4 ใน 10 ช่วงฝึก Leg Curl ราว 3 ใน 10 ตามด้วย Calf Raise และ Leg Press ลักษณะนี้สอดคล้องกับการวางท่าหนักหนึ่งท่าเป็นหลักแล้วฝึกท่าเสริม

สควอท 100 kg ถือว่าดีหรือไม่

ขึ้นกับน้ำหนักตัว ระยะเวลาที่ฝึกและความลึกของท่า หน้านี้ไม่มีข้อมูลพอจะเทียบคนต่างคน สิ่งที่ตอบได้คือคุณทำจำนวนครั้งตามเป้าหมายได้ด้วยความลึกสม่ำเสมอและบาร์อยู่เหนือกลางเท้าหรือไม่ รวมถึงน้ำหนักที่ทำได้เพิ่มขึ้นจากไม่กี่เดือนก่อนหรือไม่

แหล่งข้อมูล

  1. Kubo K, Ikebukuro T, Yata H. Effects of squat training with different depths on lower limb muscle volumes. Eur J Appl Physiol. 2019;119(9):1933-1942. https://doi.org/10.1007/s00421-019-04181-y
  2. Bloomquist K, Langberg H, Karlsen S, Madsgaard S, Boesen M, Raastad T. Effect of range of motion in heavy load squatting on muscle and tendon adaptations. Eur J Appl Physiol. 2013;113(8):2133-2142. https://doi.org/10.1007/s00421-013-2642-7
  3. Kojic F, Ranisavljev I, Obradovic M, Mandic D, Pelemis V, Paloc M, Duric S. Does Back Squat Exercise Lead to Regional Hypertrophy among Quadriceps Femoris Muscles? Int J Environ Res Public Health. 2022;19(23):16226. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9737272/
  4. Launico MV, Sinkler MA, Nallamothu SV. Anatomy, Bony Pelvis and Lower Limb: Femoral Muscles. StatPearls. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK500008/
  5. Hu Y, Raja A. Anatomy, Bony Pelvis and Lower Limb, Hamstring Muscle. StatPearls. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK546688/
  6. Fry AC, Smith JC, Schilling BK. Effect of knee position on hip and knee torques during the barbell squat. J Strength Cond Res. 2003;17(4):629-633. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/14636100/
  7. Illmeier G, Rechberger JS. The Limitations of Anterior Knee Displacement during Different Barbell Squat Techniques: A Comprehensive Review. J Clin Med. 2023;12(8):2955. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10143703/
  8. Elzanie A, Borger J. Anatomy, Bony Pelvis and Lower Limb, Gluteus Maximus Muscle. StatPearls. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK538193/

ติดตามพัฒนาการของคุณด้วย RepCount

บันทึกทุกเซต ดูการใส่แผ่นน้ำหนักที่เหมาะกับแต่ละท่า และติดตามความแข็งแรง ใช้ได้บน iOS และ Android